เดียวดาย .

posted on 14 Dec 2011 21:56 by bitterkaffee
.
.
.
 
 
 
ขณะเดียวเท่านั้นเองในชีวิตที่ซวนเซแกว่งไหว
 
 
 

 
ความเดียวดาย เข้ามาสวมรอย
 
ความเดียวดายเดินเข้ามา มาอุดช่องว่างบางอย่าง
ใจ ลังเล . ..
ไม่กลัว แต่ลังเลและหวั่นใจ
แต่ฉันก็ไม่ได้เอ่ยปากปฏิเสธออกไป
 
 
 
 
 
เหมือนฉันเป็นคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น ฉันตกลงไปในทะเลสาบ
ลึก กว้าง เวิ้งว้าง เหน็บหนาว
จะคว้าอะไรเพื่อเป็นหลักยึด ก็ไม่มี . .. มือปะป่ายคว้าคว้าง แต่ก็ไม่อาจจับต้องสิ่งใดได้เลย
 
 
 

 
ตอนนั้นเอง ความเดียวดายสะกิดเรียกฉัน
เบาแผ่ว เบา เบาแผ่ว . .. แผ่ว แผ่ว . .. และแรงขึ้น
จากสะกิดเปลี่ยนเป็นทุบรัวเมื่อฉันยังแน่นิ่ง และกำลังจะจมลงในกระแสน้ำ
 
 
 
 
 
ว่ายสิ . ..

 
 
 
 
ความเดียวดายสอนฉันให้ว่ายน้ำเป็น
ด้วยตนเอง เป็นครั้งแรก
 
 
 
 
 
ว่ายไปเถิดด้วยตัวเอง
ด้วยกำลังแห่งหัวใจตัวเอง
 
แล้วฉัน จะปฏิเสธ ได้อย่างไร
 
 
 
 
 
แต่ความเดียวดายย่อมมีพิษสง

 ความเดียวดายเป็นดาบสองคม
และคมหนึ่ง . .. เชือดเนื้อเถือหัวใจของฉันจนเป็นแผลแหว่งวิ่น
 
ฉันอ้างว้าง
ฉันเริ่มรู้ตัวว่า สัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ด้อยลง
 
น้ำตาซึมพรายในใจ
น้ำตาบ่่มหัวใจจนช้ำเฉา
 
 
 
 
 
ความเดียวดายเดินย้อนกลับมา. ..
เพื่อผลักให้ฉันล้มลง ครั้งแล้ว ครั้งเล่า
 
 
 
 
 
ความเดียวดายบอกฉัน .. .
 
ฉันต้องล้ม
ฉันต้องเจ็บปวด
ฉันต้องมีบาดแผล
ฉันถึงจะรู้ถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่
 
ความเดียวบอกฉัน .. .
 
ว่าตั้งใจผลักฉันให้ล้มลง
ฉัน... ฉันจะได้รู้... รู้ว่าการยืนด้วยตัวเองนั้น เป็นเช่นไร


แล้วความเดียวดายก็ผลักฉันล้มไม่เป็นท่าอีกครา .. .

 

.
.
.

[Fic] TaoKacha - In the darkness... || CH 3

posted on 21 Nov 2011 01:10 by bitterkaffee  in Fiction

In the darkness

 

 

Tao Kacha

Written by กาแฟ

 

 

 

 

เป็นเพียงฟิคชั่น

 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องจริงแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่า

 

 

 

 

 

 

Chapter 3

 

 

 

 

เราสองคนผ่านเข้ารอบหกคนสุดท้าย

 

ความพยายามสามปีของเขาเป็นจริง อีกทั้งยังมาได้ไกลอย่างไม่น่าเชื่อ

ทุกครั้งที่มองเห็นแฟนคลับมหาศาล เห็นป้ายไฟ เห็นผ้าเชียร์ ได้รับดอกไม้ สิ่งของ โพสอิท มันมีค่ายิ่งใหญ่ในใจเขาจนความสุขล้นปริ่มไปหมด ความรู้สึกที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้รับ คนแปลกหน้ามากมายที่ตะโกนบอกรักและส่งเสียงให้กำลังใจ ... จนเขาไม่รู้จะตอบแทนพวกเขาอย่างไรดีถึงจะเพียงพอ

 

และเมื่อรู้สึกถึงคนข้างตัวที่กำลังขยับหามุมที่จะนอนได้อย่างสบายที่สุด ใจเขาก็เอ่อท้นไปด้วยความดีใจและอุ่นใจ

ขอบคุณอะไรก็ตามบนโลกใบนี้ ที่ทำให้เต๋ายังอยู่ตรงนี้

...ข้างๆเขา

 

“โห ป้ายไฟเต๋าคชาเยอะมากเลยพี่คชา”

กะปอมน้อยเอเอฟแปดพูดกับเขาอย่างตื่นเต้นและยั่วล้อ เขามองผ่านกระจกรถไปยังกลุ่มแฟนคลับที่ยังคงยืนออรอส่งพวกเขากลับบ้านแมคโนเลีย ท้องฟ้ามืดสนิท มีเพียงแสงไฟอ่อนจาง ป้ายไฟสารพัดสีสารพัดรายชื่อจึงโดดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษ

 

“ป้ายไฟเฟรมวาก็เยอะนะเฟรม”

เขากัดกลับไปบ้างอย่างหมั่นไส้ ทั้งที่รู้ว่าไม่เคยได้ผล เฟรมยกมือขึ้นทำท่าชงตัวเองเหมือนทุกที ไม่ว่าใครจะแซวอะไรก็ทำให้กะปอมน้อยของพวกเขาเขินอายไม่ได้ ดูน่าหมั่นไส้จนอยากแกล้งอยากแซวให้หน้าหงายบ้าง แต่ก็ไม่เคยสำเร็จซักครั้ง

 

“เฟรมกด้วยพี่เฟรมก”

“เฟรมกิหรอก”

ต้นสวนขึ้นมาแล้วยักคิ้วให้เขา ส่วนคนที่เคยอ่านป้ายไฟตัวเองผิดกลับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ

“ไม่ได้พี่ นี่สิตัวจริงผม เฟรมแหลมๆ”

ไม่พูดเปล่า ยังเอื้อมแขนไปโอบแพรวแน่นเหมือนประกาศความเป็นเจ้าของ แต่พวกเขาที่รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไรก็ทำได้แค่หาอะไรตบหัวมันคนละทีสองที

 

“เออ ใช่ซี่ ใครจะไปเหมือนต้นเจมส์ ผมชงต้นเจมส์คร้าบท่านผู้ชม ผมเป็นแฟนคลับคู่นี้ สตูดิโอต้นเจมส์”

น้องหมีกับพี่กระต่ายไม่พูดอะไร ได้แต่หัวเราะหึหึในคอกันทั้งคู่

สองคนนั้นยังนั่งด้วยกันเหมือนเคย ไม่ว่าจะทะเลาะกันหนักเบาแค่ไหน ก็ไม่เคยงอนกันได้เกินสองวันหรอกคู่นี้

 

แล้วไม่นาน เสียงเอะอะคุยกันดังลั่นรถค่อยๆลดลงเหลือเพียงเสียงกระซิบคุยกันบ้างไม่กี่คำ ทุกคนเหนื่อย ง่วง ล้า และยังใจหายกับผลการแข่งขันที่ออกมา เขาจึงขยับหูฟังขึ้นครอบหูบ้าง... อีกซักพักจึงจะถึงบ้าน พักสายตาหน่อยก็คงจะดี

แต่แล้ว คนที่นั่งหลับมาตลอดทางข้างๆเขาก็เอนหัวลงมาซบที่ไหล่ ...

เต๋าหลับตา แต่แรงบีบของมืออุ่นที่กุมมือของเขาเอาไว้ทำให้รู้ว่าเต๋าไม่ได้หลับ ริมฝีปากอ้าออกนิดหน่อยเหมือนจะพูดอะไร แต่แล้วก็ปิดลง แล้วเม้มแน่น เหมือนเต๋าต้องการบอกอะไรซักอย่าง แต่ก็ไม่ยอมพูดออกมา

 

“หลับเถอะ เดี๋ยวถึงแล้วปลุก”

เขาไม่รู้ว่าเรื่องอะไร แต่เมื่อยังไม่อยากบอก เขาก็ไม่คิดจะเร่งถาม

 

ไม่ว่าอะไรก็ตาม เขารอเต๋าได้เสมอ ...

 

 

 

.

.

.

 

 

 

คืนนั้น เขายังฝันดีเหมือนเคย 

 

แสงสว่างจากหลอดไฟมืดดับลง ค่ำคืนที่มืดมิด อากาศที่หนาวจัด 

แต่แสงสว่างในใจเขาอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมคว้า ซึ่งเขาก็คว้าเอาไว้ในมือได้จริงๆ 

เต๋าจับมือเขาเหมือนทุกที มือเขาอุ่น ใจเขาอุ่น 

 

ช่วงเวลาที่มีความสุข ตื่นอยู่ก็เหมือนฝัน หลับนั้น...ก็ยังเหมือนจริง 

 

เต๋ายังคงเป็นความฝัน ที่เขาไม่อยากตื่นเลย

 

 

 

.

.

.

 

 

 

The way you look at me

 

เพลงของสัปดาห์สุดท้ายนี้ ที่เขาไม่ได้เป็นคนเลือก

ทั้งที่ไม่ได้เลือกเอง แต่ยิ่งฟังซ้ำๆเท่าไร หัวใจก็ยิ่งเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก

 

 

 

‘cause there’s somethin’ in the way you look at me

It’s as if my heart knows you’re the missing piece

 

มีบางสิ่งบางอย่าง ในแววตาที่เธอมองมาที่ฉัน 

ราวกับหัวใจจะรับรู้ได้ ว่าเธอ...คือส่วนที่ขาดหายไป

 

 

 

คนที่เข้ามาเติมเต็มทุกสิ่งทุกอย่าง...

 

ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าเขาในตอนนี้ กับเขาเมื่อเกือบสามเดือนก่อนนั้น ช่างแตกต่างกันจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม

เขาไม่ใช่คนหน้าเดียวซีดเซียวทุกข์ทน หลังค่อม มนุษยสัมพันธ์แย่ อย่างที่เขาบอกใครๆอีกแล้ว

เขารู้จักการเข้าหาคนอื่น เปิดใจให้เพื่อนๆรับรู้ถึงตัวตน

เขายิ้มมากขึ้น หัวเราะมากขึ้น กล้าพูดเล่นจิกกัดคนนั้นคนนี้ ไม่ใช่คนพูดน้อยไม่น่าเข้าใกล้คนเก่า

 

เพราะแสงสว่างของเขา...

เพราะเต๋า...

 

 

 

I don’t know how or why I feel different in your eyes

All I know is it happens every time …

 

ฉันไม่รู้...ว่าฉันรู้สึกถึงความแตกต่างในแววตาของเธอได้อย่างไร...ไม่รู้ ว่าทำไม 

ฉันรู้แค่...มันเกิดขึ้น...ทุกครั้ง...

 

 

 

ไม่ว่าจะวนเพลงนี้ฟังอีกกี่ครั้ง ร้องเพลงนี้อีกกี่หน ...

ในอกมันเอ่อล้น.. .

 

 

 

 ราวกับหัวใจจะรับรู้ได้ ว่าเธอ...คือส่วนที่ขาดหายไป

 

 

 

.

.

.

 

 

 

ทุกครั้งที่เราจับมือกัน เขาภาวนาเสมอ ทุกครั้ง ... ให้มือเต๋าอุ่นอย่างนี้เรื่อยไป 

ให้เป็นเขาที่สามารถจับคว้ามือขาวจัดที่แสนอ่อนโยนเอาไว้ได้ 

 

... เพียงคนเดียว

 

 

 

.

.

.

 

 

 

“พี่คชาหลับแล้วเหรอพี่”

 

เสียงเฟรมที่เพิ่งคลานขึ้นมาบนเตียงดึงสติเขาที่กำลังจะจมลงในความฝันให้กลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง

ความเงียบปกคลุมอยู่นาน จนเขาคิดว่าทั้งเต๋าทั้งเฟรมคงจะหลับไปแล้ว แต่แล้ว คนที่จับมือเขาอยู่ก็ขยับตัวเล็กน้อย เขาได้ยินเสียงเต๋ากระซิบอะไรบางอย่างอู้อี้กับหมอน คงพูดให้เฟรมฟัง ... คนเดียว

เพราะ...เบาเหลือเกิน เบาจนเขาจับใจความไม่ได้

 

“วันนั้น...”

 

เสียงเฟรมดังขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ได้ดังไปกว่าเสียงกระซิบ แต่ห้องที่เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจแบบตอนนี้ ให้กระซิบเบาแค่ไหน คนที่อยู่ห่างออกมาเพียงเต๋านอนคั่นอย่างเขาก็ยังได้ยินอยู่ดี

 

แล้วแปลก...ที่ยังไม่ทันที่เฟรมจะได้พูดอะไรต่อ เต๋าก็ปลดมือตัวเองออกจากมือเขาแผ่วเบา พลิกตัวนอนตะแคงหันหน้าหาเฟรมอย่างเคย

 

ใจเขาวูบหล่นลงไปครู่หนึ่ง มือที่ถูกปล่อยจึงเผลอบีบเข้าหากันแน่น ...

 

 

 

“ผมเห็นคนนั้นของพี่เต๋าด้วย” 

“...”

 

 

 

“...”

 

เขาหวังขึ้นมาในนาทีนั้น ว่าเขาอาจจะหูฝาดไป อาจจะกลั่นกรองอะไรผิดพลาด

 

“พี่เค้ามาดูทุกอาทิตย์เลยเปล่าพี่”

“เปล่า”

“แล้ว...”

 

เฟรมพูดอะไรต่อไม่รู้ เขาฟังไม่ได้ยินเสียแล้ว เหมือนลมหายใจขาดหายเป็นห้วงๆ เขาหายใจอย่างปกติได้ลำบากเหลือเกิน... ชาไปทั้งร่าง... แล้วมือก็สั่นขึ้นมาจนต้องบีบนิ้วเข้าหากันให้แรงกว่าเดิม

เขาจิกเล็บลงไปในมือตัวเอง มือเขาไม่มีความรู้สึกเลย มันชืดชา และสั่นพร่า

 

 

 

“ผมเห็นคนนั้นของพี่เต๋าด้วย” 

“ผมเห็นคนนั้นของพี่เต๋าด้วย” 

“ผมเห็นคนนั้นของพี่เต๋าด้วย” 

 

“ผมเห็นคนนั้นของพี่เต๋าด้วย” 

 

 

 

“ผมเห็นคนนั้นของพี่เต๋าด้วย” 

 

 

 

คนนั้นของเต๋านี่ คือใครกันนะ

 

นึกถามขึ้นมาในใจแล้วก็แทบหลุดหัวเราะด้วยทุเรศตัวเองเหลือเกิน

เขาไม่ได้โง่ แม้ตอนนี้เขาอยากเป็นคนโง่ซักแค่ไหน เขาก็ไม่ได้โง่ จึงได้นึกรู้ขึ้นมาเพียงแค่ได้ยินประโยคนั้นประโยคเดียว

 

หรือ...ที่จริงแล้ว เขาอาจจะเป็นคนที่โง่เฉพาะบางเรื่องก็ได้

 

 

 

 

คืนนั้นทั้งคืน เขาไม่ได้หลับเลยจนถึงเช้า

 

ตาเขาแสบแดง ไม่ใช่เพราะร้องไห้ แต่เพราะอาการจุกเสียดในอกมันตีตื้นขึ้นมาถึงคอ เขาหายใจไม่ออก กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แต่กลับไม่มีน้ำตาซักหยด อีกทั้ง...ยิ่งเช้านี้ ที่ไฟในห้องถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ความสว่างก็พุ่งกระทบดวงตาของเขาให้ยิ่งเคืองหนัก จนแทบจะลืมตาเต็มที่ไม่ได้

 

เขานั่งเรียนในคลาสด้วยสติที่มีเหลือน้อยเต็มที

 

ใจมันฟุ้งซ่านเกินกว่าจะได้ยินสิ่งที่ครูกำลังพูด และเพราะไม่ได้นอน ตอนนี้สมองจึงยิ่งรวน ซ้ำยังเต้นตุบๆเหมือนเตือนให้รู้ว่าไมเกรนกำลังพยายามโจมตีร่างกายของเขาอยู่ แอร์เย็นจัดและแสงไฟยิ่งเร่งให้เขาปวดหัวขึ้นทุกที แต่เขาก็ยังนั่งเฉยไม่บอกใคร และพยายามข่มความทรมานนั้นไว้ข้างในไม่ให้แสดงออกมาทางสีหน้า

 

เขาปวดหัว ปวดมาก ... แต่กลับเป็นครั้งแรกที่เขาอยากจะปวดให้มากขึ้นไปอีก

ให้มากพอที่จะกลบความเจ็บปวดในอก ปวดให้มากกว่าตอนนี้ที่เขากำลังปวดหัวใจจนแทบจะทนไม่ไหว

 

“...ครูมีของขวัญจะให้พวกเธอทุกคน”

 

สติเขากลับมาในประโยคนั้น พร้อมกับประตูห้องวอยซ์ที่เปิดออก...

 

เพื่อนทั้งสิบแปดคนกรูเข้ามาในห้อง พวกเขามองไปยังเพื่อนๆด้วยความตกใจ ก่อนที่ต้นเจมส์เฟรมและแพรวจะวิ่งเข้าไปกอดทุกคน เหลือเพียงเขา...กับเต๋า ที่ยังคงนิ่ง

คนขาวจัดเอื้อมมือมาโอบไหล่เขา ดึงให้ลุกขึ้น เขาเกร็งไหล่ขืนตัวโดยอัตโนมัติ รู้สึกเสียวแปลบในอกขึ้นมาอีกครั้ง

เขาถอยห่างออกมาก้าวหนึ่ง เต๋าทำท่าจะเดินเข้ามาหา แต่พายุฝูงชนที่กรูเข้ามาก็ทำให้เขากับเต๋าถูกใครมากมายกั้นกลางเอาไว้

 

เขาเห็น...สายตานั้นมองตรงมาด้วยความไม่เข้าใจ แต่เพื่อให้เขายังสามารถยืนอยู่ตรงนี้ต่อไปได้ จึงจำเป็นต้องหันหน้าหลบไปอีกทาง...

 

ยูกิ

 

 เธอมองเขาอยู่ ด้วยสายตาที่เขาแปลความหมายไม่ออก และเชื่อว่าถ้าเขาหันกลับไป ก็คงพบกับสายตาของเต๋าที่กำลังจ้องมองมาเช่นเดียวกัน

 

ความอึดอัดจู่โจมเข้ามาฉับพลัน จนคล้ายว่าเขาจะไม่มีแรงเหลือไว้ทำสิ่งใดได้อีก

เขาเหนื่อย เขาปวดหัว

 

 

 

ภาวนาให้ช่วงเวลากลางวันที่แสนยาวนานนี้หมดลงเสียที 

 
 
 
 
To be continued .

[Fic] TaoKacha - In the darkness... || CH 2

posted on 07 Nov 2011 19:53 by bitterkaffee  in Fiction

In the darkness

 

 

Tao Kacha

Written by กาแฟ

 

 

 

 

เป็นเพียงฟิคชั่น

 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องจริงแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

 

 

 

 

 

Chapter 2

 

 

 

เต๋าเป็นความฝัน ที่เขาไม่อยากตื่นเลย .. .

 

 

 

เต๋าเป็นพี่ใหญ่

 

อาจจะไม่ได้โตที่สุดด้วยอายุ แต่ในแง่ของความเป็นผู้ใหญ่แล้ว เต๋าโตกว่าใครเกือบทุกคนในที่นี้มาก

 

เต๋ามีความรับผิดชอบสูง เต๋าชอบที่จะดูแลคนอื่น

เต๋าคอยดุเฟรมให้อาบน้ำ ให้ตั้งใจ อย่ามัวแต่เล่นกีตาร์ เต๋าคอยดุจอยเวลาที่หลุดพูดจาไม่เพราะออกมา

เต๋าพร้อมที่จะดุน้องๆหากน้องคนไหนก็ตามชักเกเรนอกลู่นอกทางไม่ตั้งใจเรียนเท่าที่ควร และน้องทุกคนเหล่านั้น ก็พร้อมที่จะเชื่อฟัง

 

แต่ช่วยบอกหน่อยเถอะว่า เต๋าที่โตแสนโตคนนั้น กับเต๋าที่อยู่ตรงหน้าเขาคนนี้ ใช่คนเดียวกันจริงหรือ

 

“ชา...ไปว่ายน้ำกัน”

“อืออ...ไปเลย ไปก่อนเลยครับ แป๊บนึง”

 

เสียงเซ้าซี้เงียบไปวูบหนึ่ง เพราะอยู่ด้วยกันเกือบตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงมาไม่รู้กี่วีคหรอกเขาถึงรู้ ที่เงียบไม่ใช่เพราะยอม แต่เพราะกำลังขัดใจ และพยายามหาทางเอาแต่ใจให้ได้อยู่ต่างหาก

 

“เต๋าไปว่ายเลย เต๋าเปลี่ยนชุดเลย”

“...”

“เต๋าไปว่ายเลย”

 

ยัง ยังไม่ยอมไป

เต๋ามองหน้าเขานิ่ง เขาก็เสหลบตาไม่ยอมสบด้วยง่ายๆ จนต้นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเดาะลิ้นไปมาแล้วยิ้มยียวนกวนประสาท

รายนั้นก็ฉลาดเป็นกรด รู้ดีนักเรื่องไม่เป็นเรื่อง

หรือจะพูดให้ถูก คือทุกคนในบ้านรู้สึกแปลกๆกับความสัมพันธ์ของเขาสองคนมานาน แต่ที่มีให้เห็นก็แค่แซวกันไปตามเรื่องเหมือนไม่จริงจังอะไร จะมีก็แต่คนที่ประสบปัญหาใกล้เคียงกันอย่างมันนี่ล่ะที่ชอบทำตัวเหมือนรู้ทันเขากับเต๋าอยู่ได้ตลอด

 

ต้นชงวีเก้า ขวัญใจแม่ยกเต๋าคชา

 

ก้มหน้าก้มตาสนใจรูปบนโต๊ะอยู่หลายอึดใจ อยากแกล้งหักหน้าคนเอาแต่ใจที่ใครๆมองไม่ออกซะบ้าง จนเงยหน้ามาอีกที เต๋าอยู่ในสภาพครึ่งตัวบนเปลือยเปล่า ครึ่งตัวล่างสวมกางเกงว่ายน้ำสีแสบตาลายจิ๊กซอเรียบร้อยแล้ว

 

“ชา...”

“อือ ไปเลย”

 

ตอบปัดอย่างไม่สนใจ หรือจะพูดให้ถูก คือ แกล้ง ไม่สนใจ นั่นแหล่ะ

 

“ชา..ป้ะ...ไปว่ายน้ำกัน”

 

แต่นี่ก็จะตื๊อกันเกินไปรึเปล่า(วะ)

เขาหันหน้าไปมองวูบหนึ่งก็หันกลับมา ทันเห็นใบหน้าขาวพองลมอย่างกับปลาทองในตู้จนอดที่จะขำอยู่ในใจไม่ได้

เออ ดี เอาแต่ใจเข้าไป ขัดใจทีไรเป็นอย่างนี้ทุกที

 

คิดว่าอีกฝ่ายจะยอมแพ้ไปแล้วที่เห็นเขาดื้อแพ่งไม่ตามใจเหมือนเคย จนเขาเดินออกมารับลมแถวสระว่ายน้ำ เจ้าคนเอาแต่ใจคนเดิมถึงได้ออกคำสั่งอีกหน

 

“ชา ไปเอาโน้ตบุคมาเล่นตรงนี้”

 

สั่งได้สั่งดี สั่งสั่งสั่งจนเพื่อนร่วมบ้านมองกันด้วยสายตาแปลกๆ แล้วไอ้เขาก็บ้าจี้ตามมันจนไปแบกโน้ตบุคมาเล่นริมสระว่ายน้ำตามที่มันบอกด้วยนะ

 

“เฟรม อย่าเตะน้ำแรง เดี๋ยวน้ำโดนโน้ตบุคคชา”

แล้วมันก็ยังมีหน้าไปสั่งไอ้เจ้าเฟรม ถ้าจะต้องระวังขนาดนั้น ให้เขากลับไปเล่นข้างในบ้านไม่ดีกว่ารึไง

ท่าจะบ้า

 

แต่เขาบ้ากว่ามันมากนัก ถึงได้ตามใจมันไปแทบซะทุกอย่างแบบนี้

 

“อื้อ..”

ขนมปังหอมกรุ่นถูกยื่นมาจนติดริมฝีปาก เค้าสะดุ้งเล็กๆเพราะกำลังเล่นเกมส์เพลินๆ จึงไม่ทันดูว่ามีคนมายืนซ้อนหลังจนชิดแบบนี้ ลังเลอยู่เพียงวูบเดียวก็อ้าปากงับขนมปังนั้นเข้าไปจนเต็มแก้ม ความรู้สึกมันบอกว่าอีกฝ่ายมองเขาอยู่ เป็นเขาเองที่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตา ได้แต่ใช้หางตาเหลือบมองซึ่งก็พบเพียงผิวขาวจัดที่มีหยดน้ำเกาะพราวพร่าง ท่อนบนยังคงเปลือยเปล่า เต๋าคงเพิ่งขึ้นจากน้ำมาสดๆร้อนๆ ถึงได้ไม่มีเสื้อคลุมอาบน้ำปิดบังหุ่นที่ใครต่อใครก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าโคตรดีเป็นบ้า

ผิวนั้นขาว ขาวมาก ขาวสว่างจ้าเสียจนเขาอยากจะหยีตามองให้รู้แล้วรู้รอด

 

เขายังนั่งกดอะไรเรื่อยเปื่อยต่อไป แต่สมาธิมันหายกระเจิดกระเจิงไปจนหมดแล้ว เต๋ายื่นหน้าเข้ามาใกล้จอมากขึ้น เมื่อเขาออกจากเกมส์ เปลี่ยนไปเปิดโฟลเดอร์อัลบั้มรูปขึ้นดู และขนมปัง...ที่ถูกยื่นมาจรดกลีบปากอีกครั้ง เขางับเข้าไปอีกคำ รู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก แต่จะเรียกว่าพะอืดพะอมก็ไม่ใช่ ...

 

คงเพราะขนมปังนั่น...

ไม่ใช่เพราะความรู้สึกหวานเลี่ยนปะแล่มในอก อย่างที่คล้ายว่าจะตีขึ้นมาจางๆนี่หรอก

 

“เข้าไปเล่นในบ้านไปคชา”

 

ขนมปังเกือบติดคอกะทันหัน มันยังคงสั่งเขาให้ทำนั่นทำนี่อย่างไม่ลดละ และเขาก็ยังบ้าบอเหมือนเคย ที่รีบเก็บของเดินตามหลังไอ้ผู้ชายนิสัยเสียคนนั้นไป

 

ใครหน้าไหนจะพูดอะไร ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ ไม่ใช่คนที่อาวุโสกว่า เขาไม่เคยเชื่อฟัง มักดื้อรั้นคัดค้าน

แต่คนๆนี้กลับแตกต่างออกไป ไม่ว่าเต๋าจะพูดอะไร เขาเชื่อฟังและทำตามเสมอ

เขาเชื่อเต๋าเสมอ ...

 

เชื่อใจว่าจะไม่มีวันหลอกลวงกัน

 

 

 

เขารักทั้งแสงสว่างทั้งความมืดในเวลาเดียวกัน 

 

กลางวันเขามีเต๋า กลางคืนเขามีเต๋า 

มันทำให้ช่วงเวลาที่สว่างที่สุดจนเขารู้สึกเหมือนตัวเองจะถูกกลืนหายไปได้ในแสงสว่าง กลายเป็นความอบอุ่นกำลังพอดี 

ไม่มากไป ไม่จ้าไป ไม่ร้อนเกินไป 

มันทำให้ช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุด แสนหนาวเหน็บจนเขาเคว้งคว้าง ไม่หลงเหลือความอ้างว้างอีกต่อไป 

 

ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน ความสุขแทรกซึมเชื่อมทุกช่วงเวลาให้แนบสนิทหารอยต่อไม่เจอ

 

 

 

ในความลางเลือนของค่ำคืนหนึ่งที่กำลังจะผ่านไป

 

เต๋าขยับสอดมือมาจับมือเขาแน่นที่ใต้ผ้าห่ม เกลี่ยนิ้วไปมาเบาๆบนหลังมือจนเขารู้สึกจักจี้

ไม่ใช่แค่คืนแรก ไม่ใช่แค่คืนที่สองหรือสาม แต่เหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันที่ทำจนติดเป็นนิสัย กล้องคุณภาพดีที่ติดอยู่ทั่วทุกที่ในบ้านไม่มีทางถ่ายทะลุผ้าห่มลงมาได้ จึงไม่มีใครมองเห็นยามที่นิ้วอุ่นๆขีดเขียนตัวหนังสือลงบนฝ่ามือเขา ย้ำๆ ซ้ำๆ คำเดิมๆ ...

 

คชา คชา คชา คชา คชา

คชา คชา คชา

คชา

 

เต๋าเขียนชื่อเขา

ไม่มีคำที่พิเศษกว่านั้น แต่เท่านั้น หัวใจเขาก็เต้นไม่เป็นจังหวะ เหมือนจะหลุดลอยไปได้ไกลแสนไกล โดยที่เราไม่ได้พูดอะไรต่อกันแม้แต่คำเดียว

 

และเพียงแค่หันหน้าไปสบสายตา ความมั่นใจก็เอ่อท้นขึ้นมาโดยไม่ต้องมีคำสัญญาใดใด

ทั่วทั้งตัวอุ่นรื้น ซึ่งใบหน้าเขาคงเป็นที่เดียวในร่างกายที่ร้อนเห่อไปหมดอย่างควบคุมไม่อยู่

 

เรากำลังจ้องมองกันและกัน ด้วยสายตาแบบเดียวกัน 

 

 

 

ทั้งบ้านเหลือสมาชิกเพียงเจ็ดคน 

 

บ้านเงียบลงไปอีกหลายอึดใจเมื่อแพรวาไม่อยู่ ความสนิทสนมระว่างทุกคนเพิ่มพูนจนไม่อยากให้มีใครอีกแม้แต่คนเดียวต้องออกไป เขาเองจึงยิ่งหวาดกลัวอยู่ในใจลึกๆตลอดเวลา หากวีคนี้เต๋าที่มีคะแนนอยู่ปากเหวมาตลอดต้องออก หากเป็นเต๋า ...

เพียงแค่คิด หัวใจก็ไหวสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่เสียแล้ว

 

 

 

“อย่าเยอะเจมส์...”

“ก็ทำไมผมจะทำไม่ได้ พี่ต้นไม่เข้าใจหรอกว่าผมรู้สึกยังไง”

“แกยังเด็ก แกไม่เข้าใจหรอก...”

“ใช่ ผมไม่เข้าใจพี่ พี่เองก็ไม่เคยเข้าใจผมเหมือนกัน”

 

เสียงทะเลาะกันที่เบาเหมือนเสียงกระซิบ

 

คชาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร เขารู้ ทุกคนรู้ ความสัมพันธ์แค่พี่น้องที่สองคนนั้นพร่ำบอกออกสื่อมันไม่ได้ช่วยให้ใครต่อใครเชื่อหรอกว่าจะเป็นกันเพียงเท่านั้น แต่นั่นคงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดที่จะพูดออกไปได้

 

เขารอจนเสียงเถียงกันเงียบลง จึงค่อยเปิดแง้มประตูห้องอาบน้ำออกมา น้องหมีกับพี่กระต่ายยืนชิดกันอยู่ในซอกหนึ่งของมุมประตู บิดบังตัวของทั้งคู่ให้พ้นจากมุมกล้อง ไวเลสก็ถูกถอดออกเมื่อถึงเวลาอาบน้ำ

ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครได้ยิน

พวกเขาทำบ่อย เมื่อต้องการคุยอะไรซักอย่างที่ไม่อาจให้กล้องจับภาพและเสียงไปเผยแพร่ได้ ห้องน้ำเป็นที่ที่ดีที่สุด

 

“ทนอีกนิดเจมส์ ไม่กี่อาทิตย์เท่านั้นเอง”

 

เสียงต้นอ่อนลงเมื่อเจมส์ซบหน้าลงบนบ่า เพื่อนเขาลูบหัวน้องเบาๆ สองคนนั้นกระซิบอะไรกันอีกคำสองคำก็ผละออก เจมส์เดินเข้าห้องน้ำไป ส่วนต้นทำเพียงหันมาสบตาแล้วยิ้มให้เขาจางๆ ดวงตาคู่นั้นแดงจัดและเอ่อท้น

 

“น้องมันเด็ก”

เขาพูดได้แค่นั้น ในอกรู้สึกเสียวยอกจนต้องเม้มปากแน่น

 

“แต่ก็อิจฉามันที่เพราะมันยังเด็กนี่แหล่ะ”

สายตาของต้นเหมือนจะมองทะลุเข้ามาในใจเขาได้ ก้อนเนื้อในอกเต้นรวนจนจุก เขารู้ว่าต้นต้องการจะบอกอะไร

 

เจมส์เด็กที่สุดในนี้ การแสดงออกที่ดูเหมือนมากเกินไป ทั้งที่ความจริงก็แค่ทำอย่างที่อยากจะทำ

เพราะน้องยังเด็ก ถึงได้กล้าทำสิ่งที่พวกเขาไม่เคยทำได้ ...

การแสดงความรัก 

 

เจมส์กล้าพูดออกมาตรงๆ กล้าแสดงออกตรงๆ กล้าที่จะน้อยใจ กล้าที่จะง้อ กล้าที่จะกอด กล้าที่จะหึงหวงให้รู้ว่านี่คือคนสำคัญ แต่พวกเขาได้แต่กลบซ่อน สิ่งที่ออกมาไม่เคยถึงครึ่งหนึ่งที่ต้องการ คำที่อยากพูดไม่เคยได้หลุดจากปาก แม้แต่สายตา...บางครั้งก็ต้องหลุบลงต่ำปิดบังเอาไว้

 

“ทนอีกนิดเจมส์ ไม่กี่อาทิตย์เท่านั้นเอง” 

 

คำที่ต้นพูดกับน้องเมื่อครู่แวบเข้ามาในความคิด ไม่ใช่แค่สำหรับสองคนนั้น แต่สำหรับเขาด้วยเช่นกัน

ไม่กี่อาทิตย์เท่านั้น กรอบที่ต้องอยู่จะลดหายไปอีกกว่าครึ่งหนึ่ง

 

 

 

เขากอดต้นหลวมๆ ลูบหลังให้คลายกังวล ต้นพยักหน้าอยู่กับบ่าเขาเป็นเชิงว่าโอเคดี กระซิบคำขอบคุณเบาๆแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปอีกคน เขาที่กำลังจะผละออกมาแต่งตัวเพราะตอนนี้อยู่ในสภาพนุ่งผ้าเช็ดตัวครึ่งล่างโดยท่อนบนเปลือยเปล่ากลับเป็นอันต้องชะงัก เมื่อสายตาคมมองจ้องเขาเขม็งอยู่ตรงหน้า

 

เต๋าไม่พูดอะไรซักคำ มองเขาอย่างคาดคั้น เขาที่ไม่รู้ว่าสายตานั้นต้องการอะไรจึงไม่อาจเอ่ยปากออกไปได้ และเมื่อเขาไม่พูด ร่างสูงกว่าจึงทำท่าจะผละออกไป

 

เขาดึงแขนนั้นไว้โดยไม่ทันคิด ทันที่ที่มือเขาแตะลงที่แขนขาว เต๋าก็หันกลับมาอย่างเร็วแล้วกดไหล่เขาแนบกับผนัง เบียดตัวเข้ามาจนชิด ชิดมาก...จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นเหงื่อชื้น กลิ่นน้ำหอมที่แสนคุ้นเคย และลมหายใจผะผ่าวบนใบหน้า

ภาวนาทั้งที่ใจกำลังสั่น ขออย่าให้มีใครผิดสังเกต ขออย่าให้กล้องจับภาพทัน ขออย่าให้ใครรู้เห็น ...

 

“กอดต้นทำไม”

“ต้นทะเลาะกับเจมส์”

“รู้ แต่ไม่ให้กอด ทำไมต้องกอด”

เขาเกือบหลุดยิ้มกับคำพูดที่โพล่งสวนมาตรงๆแบบนั้น แต่สีหน้าที่แสดงออกมาคือความนิ่งเฉย

“นั่นเพื่อนนะต๋าววว”

“...”

“เต๋า..ต๋าว...”

เขาเรียกซ้ำ เมื่ออยู่ดีๆเต๋าก็นิ่งไป แล้วก็ต้องสะดุดลมหายใจตัวเองเมื่อเต๋าแนบความนุ่มหยุ่นลงมาที่มุมปาก ไล่ขึ้นมาที่แก้มนุ่ม ค้างไว้อย่างนั้นแล้วขยับเข้าสวมกอดเขาแน่น เต๋ายังไม่ได้อาบน้ำ มีเพียงเขาที่ท่อนบนเปลือยเปล่า เสื้อของเต๋าที่แนบสนิทกับเขาทั้งตัวทำให้ขนลุกซู่เหมือนหนาวเหน็บ ทั้งที่ร่างกายเห่อร้อนจนแทบจะไหม้

 

เขาพูดอะไรไม่ออก ไม่มีแรงขยับตัว ไม่มีแรงปัดออก ทำอะไรไม่ถูกทั้งนั้น

ไม่ทันตั้งตัว ไม่คิดว่าเต๋าจะกล้า แล้วก็ไม่คิดว่าประโยคต่อจากนี้เพียงประโยคเดียวจะทำให้ใจเต้นจนแทบจะหลุดออกมาจากอก

 

“ฉันเป็นเพื่อนคนเดียวเท่านั้นที่ทำอย่างนี้ได้” 

 

ฝ่ามือที่โอบรัดตรงแผ่นหลังเลื่อนลงมาที่เอว เขาสะท้านไปทั้งตัวแต่ก็ไม่มีแรงปัดออก แล้วเต๋าก็ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้นนอกจากแนบแก้มเข้ากับแก้มเย็นๆของเขา กระซิบคำหนึ่งซ้ำๆ ย้ำ...จนเลือดสูบฉีดไปมาทั่วทั้งตัวหัวจรดเท้า

 

“คชา คชา คชา ...”

“...”

“ชา...ชาจ๋า...”

 

เขินจนจะบ้าตายอยู่แล้ว

 

จะยกมือขึ้นปิดหน้าที่คงแดงไปถึงไหนต่อไหนก็ไม่มีแรงมากพอ คชาหน้าเดียวที่ใครต่อใครยกให้เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเขาหลุดรุ่ยไม่เหลือชิ้นดี ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสาวน้อยที่ไม่ประสีประสา แค่ถูกแตะนิดหน่อย ถูกพูดแหย่ไม่กี่คำ แก้มก็ร้อนฉ่าเหมือนเนื้อจะไหม้

 

ไอ้ต๋าว ไอ้บ้า ไอ้เอ๋อ ไอ้..ไอ้...

 

คิดคำด่าไม่ออกอีกเลย เมื่อสายตาคมที่เจ้าตัวกล้าพูดออกมาเองว่ามีสเน่ห์ที่สุดในร่างกายมองสบมาตรงๆ เขาหลบตาเสมองไปทางอื่น แต่หางตาก็ยังคงมองเห็น ว่าอีกฝ่ายทอดมองเขาด้วยแววตาแบบไหน

 

บรรยากาศเลี่ยนๆนี่มันอะไร

ไม่สิ ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่เขายืนนิ่งให้มันทำอะไรอยู่ได้นานสองนานต่างหาก!

 

คชากัดฟันกรอด โกรธมันก็โกรธไม่ลง โกรธตัวเองไปก็ช่วยอะไรไม่ได้

เต๋าพยายามให้เขาหันมามองสบตามัน ซึ่งเขามองได้เพียงแป๊บเดียวก็ต้องก้มหลบเพราะทนความร้อนบนหน้าตัวเองไม่ไหว

 

แล้วเมื่อสัมผัสหนึ่งแตะลงมาที่ริมฝีปากเพียงแผ่วเบาก่อนจะผละออกไป …

 

 

 

เขาก็ไม่อาจทำใจให้มองหน้าเต๋าได้อีกเลยตลอดทั้งคืน 

 
 
 
 
 
 
 
To be continued .