[Fic] TaoKacha - In the darkness... || CH 1

posted on 24 Oct 2011 14:32 by bitterkaffee  in Fiction


In the darkness

 

 

Tao Kacha

Written by กาแฟ

 

 

 

เป็นเพียงฟิคชั่น

 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องจริงแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

 

 

 

Chapter 1

 

 

 

คนที่เป็นเหมือนแสงสว่าง...

 

 

 

“ผมห่วงคชาที่สุดเลย ห่วงที่สุดเลยในเนี้ย ห่วงคชาคนเดียว...”

 

เขาดึงสติของตัวเองที่กำลังครุ่นคิดถึงอะไรหลายอย่างกลับมาทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจากคนผิวขาวจัดข้างตัว

สีหน้าคชายังคงนิ่ง ทั้งที่ในใจกำลังขึงตึงได้ที่

ยุ่งอะไรกับเรื่องของเขา หมอนี่คิดว่าเขากับมันสนิทกันซักเท่าไรเชียว

 

“เลิกทำไม่ได้เหรอแบบเนี้ย”

“อะไร”

เขากระชากถามเสียงห้วน จะแสดงอะไรออกไปมากก็ไม่ได้ ในเมื่อนี่เป็นรายการเรียลลิตี้ และตอนนี้กล้องก็กำลังจับภาพมาที่เขาสองคน รวมทั้งเพื่อน ทั้งคุณครู ที่รอฟังคำอธิบายอย่างใจจดใจจ่อ

“ก็ไอ้หน้าแบบเนี้ย หน้าไม่รับแขกเนี่ย เลิกไม่ได้เหรอ”

เกี่ยวอะไรกับมึง

ในใจเขาสวนกลับออกไปทันที แต่สิ่งที่แสดงออกไปยังคงเป็นความเงียบ ไม่กล้าพูดอะไรซักคำแม้แต่ตอนที่มือขาวๆเอื้อมมาจับหน้าเขาเบาๆ เขายังคงคอนเซป “คชาหน้าเดียว” อย่างปกติเป็นที่สุด

อีกฝ่ายมองหน้าเขาไม่วางตา และอาจรวมถึงสายตาทุกคู่ในห้อง เขาจึงฝืนยิ้มฝืดเฝือออกไปบ้างไม่ให้ผิดสังเกต

 

นี่เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในบ้านแมคโนเลียที่เขานึกหงุดหงิดและไม่เข้าใจ

 

คนที่จุดประเด็นขึ้นมายังคงพูดเปิดใจอะไรต่อมิอะไรออกไปอีกนิดหน่อย ก่อนที่เป้าความสนใจจะพุ่งตรงไปยังคนอื่นต่อไป แต่สมองของเขากลับพุ่งตรงไปแต่คนๆนี้อย่างห้ามไม่อยู่

 

เต๋า วียี่สิบสาม 

 

เขากับมันไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเข้าบ้าน เข้ารอบยี่สิบสี่คนมาด้วยกันแต่ก็ใช่ว่าจะสนิทอะไรกันมากมาย เวลาในบ้านตอนนี้ก็เพิ่งผ่านมาเพียงอาทิตย์เดียว แต่ทำไมมันถึงต้องพุ่งตรงมาที่เขา เอาจุดด้อยของเขาที่ครูทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าให้ปรับปรุงขึ้นมาพูด

ไหนจะคำว่าเป็นห่วงนั้นอีก พูดทำไม

 

คชาไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องเอ่ยถาม

หรือจะพูดให้ถูก คือไม่รู้จะเข้าไปพูดเช่นไรเพื่อให้ได้คำตอบนั้นมา

 

เขาไม่รู้วิธีเข้าหาคนอื่น บางครั้งก็เพราะคิดว่าไม่จำเป็น บางครั้งก็เพราะไม่กล้าพอ

ใช่ว่าไม่อยากเปิดใจ แต่เปิดใจที่ใครต่อใครบอกมันต้องทำอย่างไรเล่า

เขาไม่รู้...ไม่รู้เลย ...

 

จึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ หวังว่ามันจะเลือนหายไปได้เอง

 

 

 

.

.

.

 

 

 

 

แต่เหมือนไอ้คนที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมา จะไม่ยอมปล่อยให้เขาได้ลืมเลือนความสงสัยนั้นออกไปได้เลย

 

“ไปนอนได้แล้วชา”

 

เขาไม่แม้แต่จะเงยมองหน้าคนพูดซะด้วยซ้ำ แต่ใจที่จดจ่ออยู่กับเปียโนก็แตกกระเจิงไปหมดแล้ว ไม่มีกระจิตกระใจจะเล่นต่อ เพียงแต่ไม่อยากทำตามคำสั่งที่ดูเหมือนการขอร้องกลายๆของคนๆนี้

 

“ชา...”

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก

ไม่รู้กี่คืนต่อกี่คืนแล้วที่เขาต้องยึดหน้ากาก “หน้าเดียว” ติดหน้าอย่างเหนียวแน่น กลัวว่าจะหลุดสีหน้าไม่พอใจออกไปให้คนทางบ้านเห็น พยายามใช้ความนิ่งเงียบไล่ไอ้คนที่ชอบตามเซ้าซี้ตามเขาไปนอนทุกคืนๆถอยทัพยอมแพ้กลับไปเสียที

แต่มีหรือที่จะได้ผล

 

“ไปนอนได้แล้ว เร็ว คชา ... ลุก”

ไม่ทราบว่าตัวติดกันหรือยังไง

อยากต่อปากต่อคำออกไปใจจะขาด อยากตะโกนถามใส่หน้าว่ายุ่งอะไรกับเขากันนักกันหนา แต่ปากก็หนักเกินกว่าจะถามออกไป เขายังหน้านิ่งหน้าเดียวเหมือนทุกที แต่ในใจกลับหงุดหงิดเต็มพิกัด ละปลายนิ้วจากคีย์เปียโน ยกมือสองข้างขึ้นขยี้ผมจนยุ่งด้วยความเคยชิน แล้วถอนใจแรง ลุกขึ้นเดินเฉียดผ่านหน้าร่างสูงออกไปเตรียมตัวขึ้นนอนโดยไม่มองหน้าขาวจัดนั่นซักนิด

 

รำคาญ รำคาญมาก 

เต๋าตามติดเขาไปทุกที่ นั่งกินข้าวข้างกันบ้างล่ะ ตรงข้ามบ้างล่ะ ซ้อมร้องเพลงซ้อมเต้นใกล้ๆบ้างล่ะ

หรือไม่ว่าจะจับคู่เล่นเกมส์หรือทำอะไร ก็มักลงเอยมาคู่กันโดยบังเอิญเกือบตลอด อย่างกับโชคชะตาเล่นตลกยังไงอย่างงั้น

ไม่เว้นแม้แต่เวลานอนที่ยังต้องนอนติดกัน

นี่ขนาดจะขึ้นนอนแล้ว ก็ยังจะเดินมาตามเขาให้ขึ้นไปนอนพร้อมกัน

 

เขาหวงแหนความเป็นส่วนตัว และหมอนี่ทำเหมือนรู้ เลยตั้งใจทำนั่นทำนี่เพื่อวัดความอดทนของเขาซะอย่างนั้น

 

“ชาชอบกิเหรอ”

 

ยังไม่ทันขาดคำ คำพูดทดสอบความอดทนก็ตามมาอีกระลอก

เต๋านอนตะแคงหันหน้ามาทางเขา กระซิบคำพูดนั้นเบาๆ

 

เขารู้ว่าทำไม

คงเพราะวันนี้ เมื่อครูถามเขาว่า เขาคิดถึงใครที่ออกจากบ้านไปแล้วบ้าง แล้วคำตอบที่เขาตอบไปต่อหน้าเพื่อน คือยูกิวีสี่ เสียงโห่ฮิ้วก็ดังตามมาไม่ขาดสายกลายเป็นกระแสภายในบ้านทันที ซึ่งแน่นอน กระแสนี้ต้องดังกระฉ่อนไปยังคนดูด้วยแน่

“คงงั้นมั้ง”

ใช่ เขาไม่แคร์หรอกว่าใครจะพูดยังไง
เขายอมรับ เขารู้สึกดีกับยูกิ และรู้สึกใจหายที่ยูกิต้องออกจากบ้านไปก่อน

แต่ชอบไหม...  ไม่ เขาไม่รู้

 

และยิ่งไม่รู้เข้าไปอีก ว่าทำไมนายเศรษฐพงษ์ เพียงพอ คนนี้ ถึงได้สงสัยใคร่รู้และสนใจอะไรเรื่องของเขานักหนา

ยุ่งเป็นบ้า

 

 เพราะเต๋าเป็นแบบนี้ ทุกคนในบ้านจึงคิดว่าเขาสองคนสนิทกัน

หึ สนิท ... งั้นเหรอ

เขาแค่นหัวเราะขึ้นมาในใจ

ไม่ ไม่ใช่เลย ไม่ใช่เฉพาะแค่เต๋า แต่เขาเป็นอย่างนี้กับใครต่อใครมากมายหลายคน

เขาแทบไม่สนิทกับใครเลย ทั้งที่เขาก็คุยได้กับทุกคน แต่บางคนก็ยังรู้สึกว่าเขามีเปลือกอะไรบางอย่างครอบเอาไว้

ถูกครูเรียกไปคุยก็หลายครั้งหลายหน ด้วยกลัวว่า เขาจะทำให้เวลาที่ได้เข้ามาอยู่ที่นี่เสียเปล่า

 

ใช่ว่าเขาไม่อยากเปลี่ยน…

เขาพยายามจะแงะบานประตูหัวใจของตัวเองออก พยายามทุบกำแพงบางอย่างให้พังทลาย

แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไร ก็ทำไม่ได้เลยซักที

 

 

 

.

.

.

 

 

 

เขาได้แต่คิดอย่างนั้น โดยที่ไม่รู้ตัวหรอก ว่าใครคนหนึ่งกำลังพยายามช่วยเขาเปิดประตูหนาหนักบานนั้นอยู่

 

 

 

แสงน่ะ ... ขอเพียงมีช่องว่างซักเพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอแล้วที่จะแทรกตัวออกไป 

  

แสงที่เล็ดลอดผ่านประตูบานใหญ่ หากแสงนั้นมีน้ำหนัก คงจะเป็นเหมือนเรี่ยวแรงมหาศาลที่กำลังช่วยดันประตูให้เปิดออกช้าๆ  

 

และเต๋าคือแสงสว่างนั้น ... 

 

 

 

คล้ายว่าประตูในใจ ค่อยๆถูกดันเปิดออกไปโดยไม่รู้ตัว

 

เพียงไม่นานที่มีคนบางคนตามติดแจไปในทุกที่ของตัวบ้าน

เพียงไม่นานที่มีคนมาเอาแต่ใจใส่ เซ้าซี้ให้หยิบนู่นหยิบนี่ให้ ยาบ้างล่ะ ของกินบ้างล่ะ

เพียงไม่นานที่คนๆนั้นพยายามง้างปากคนพูดน้อยอย่างเขาให้ต้องพูดมากเพราะหาเรื่องให้ต้องเถียงกันตลอดเวลา

เพียงไม่นานเลย ที่เขาเริ่มชินกับการถูกกอดคอ กอดไหล่ โอบเอว หรือถูกดึงไปกอด ถูกดึงไปนั่งเกยตัก

เพียงไม่นานจริงๆ ที่เขาชินกับการมีใครบางคนถือวิสาสะดึงเขาไปนวดแก้ความเมื่อยขบก่อนนอนทุกคืน และเอาแต่ใจบังคับให้เขานวดให้กลับบ้าง

 

ไม่นานเลย ไม่นานจริงๆ ที่เขาเริ่มชินกับสิ่งเหล่านี้จนกลายเป็นเรื่องปกติประจำวัน

 

ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ที่เขายิ้มมากขึ้น หัวเราะมากขึ้น

เป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ออกมาจากใจ

 

เวลาที่เดินผ่านไปแต่ละอาทิตย์ พาเพื่อนที่อยู่ด้วยกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงออกไปทีละคน ทีละคน

แรกๆเขาแค่ใจหาย นานไป จากความใจหายกลายเป็นความเสียใจ เพราะความผูกพัน

กลั่นเป็นหยดน้ำตา ...

 

“ไม่เป็นไรชา อย่าร้องไห้ ...”

 

เสียงที่เขาคุ้นเคยดีกระซิบข้างหูยามที่แขนอุ่นๆคู่นั้นโอบรัดร่างเขาเข้าไปสวมกอด

เต๋าปาดน้ำตาที่ค้างบนแก้มออกให้เบาๆ และกอดเขาเอาไว้จนแน่น

... อุ่น ... ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรากอดกันบนเวที

การแสดงความสนิทสนมและความห่วงใยด้วยการแตะเนื้อต้องตัวเช่นนี้เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน แม้ว่าจะพอรู้มาบ้างถึงกระแสข่าวเต๋าคชา ที่แฟนคลับบางกลุ่มก็ชื่นชอบ บางกลุ่มก็แอนตี้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจ ยังคงทำทุกอย่างเหมือนปกติ ด้วยพวกเขาบริสุทธิ์ใจต่อกัน

 

หรือไม่ก็ ... พวกเขาก็แค่แกล้งไม่สนใจ

แกล้งลืมมันไป

 

 

 

. 

. 

. 

 

 

 

แต่ตอนนี้ เขากลับไม่ค่อยแน่ใจเสียแล้ว ว่าเราบริสุทธิ์ใจต่อกันจริงหรือ 

 

 

 

“ยังเก็บรักนั้น อยู่ในหัวใจ เธอจะรู้ไหมฉันยังคงพร่ำเพ้อ หลับตาทุกครั้ง ก็ยังเห็นเพียงแต่เธอ ฉันยังคิดถึงเธอเสมอ เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ... “

 

เขาร้องเพลงนี้พร้อมกับเล่นเปียโน โดยมีเต๋านั่งชิดอยู่ข้างๆ แล้วทันทีที่จบเพลง จอย สาวลั่นของบ้านที่เขาชอบแซวก็ถามขึ้นมาว่าเพลงเมื่อครู่ชื่อเพลงอะไร ยังไม่ทันได้ตอบ แพรวาก็สวนขึ้นมาเป็นเชิงหยอกล้อว่า

“ชื่อเพลง Thinking of you ยูอะไรนะ ยูอะไรรรร...”

“ยู...กิ รึเปล่าาาาา”

แล้วสองสาวก็ทำท่า “ชง” ส่งเสียงโห่แซวเสียงดัง เขาได้แต่ยิ้มน้อยๆแล้วส่ายหน้าไม่ถือสา แต่คนข้างตัวที่นั่งชิดอยู่กับเขากลับขยับแขนขึ้นโอบรอบตัวเขาแน่น

“โหยยยยย พี่เต๋าทำหวงงงงง”

 

และนี่ไม่ใช่แค่ครั้งแรกที่เต๋าแสดงออกกับเขาแบบนี้

 

“ทำไมต้องกอดกันด้วยอ้ะ”

แพรวาสาวเจ้าคนเดิมเอ่ยแซว เมื่อเต๋าเดินมากอดเขาจากทางด้านหลังขณะที่กำลังนั่งทานข้าว เพียงแค่เขากำลังคุยหยอกล้อกับต้นสนุกสนาน

หากไม่ได้เข้าข้างตัวเองจนเกินไปนัก เขาก็พอจะเดาได้ว่านี่เรียกว่าอาหารหวง

แต่จะหวงเพราะอะไร คงมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้

 

ทุกอย่างยังครุมเครือ แต่กลับไม่มีใครคิดจะเอ่ยคำพูดใดใดออกมาซักครั้ง

ต่างคนต่างเงียบ ยิ้มรับคำเย้า ทำทุกอย่างเป็นปกติอย่างที่เคยเป็นมาตลอดสองเดือน

 

เขาเองก็สงสัย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถาม

เพราะยังหาคำตอบที่แน่ชัดให้ตัวเองไม่ได้เช่นกันว่าทำไมหัวใจเขาถึงชอบสั่นนัก

 

โดยเฉพาะในเวลาแบบนี้ 

 

 

 

ในคลาสเต้นลีลาศที่เขาสองคนคู่กัน แล้วเขาต้องเต้นท่าผู้หญิง

การแตะเนื้อต้องตัว จับมือและโอบเอว ตามขนบการเต้นที่เขาไม่คุ้นเคย มันทำให้เขาเกร็งจนเต้นผิดเต้นถูกหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เท่ากับความรู้สึกที่ต้องสบสายตากันตรงๆกับคนตัวสูงกว่าในระยะประชิด โดยมีกล้องจับภาพตลอดเวลา

 

เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการห้ามตัวเองไม่ให้หน้าแดง ทั้งที่รู้สึกตัวเต็มที่ว่าเลือดกำลังสูบฉีดจนเห่อร้อน

สติที่มี จึงไม่หลงเหลือมาควบคุมหัวใจตัวเองให้ไม่สั่นไหวได้อีก

 

ใจเขาเต้นแรง แรงมาก

เต้นดังจนน่ากลัวว่าคนที่อยู่ใกล้เพียงเท่านี้จะได้ยินมันเข้า

เขารู้ว่านั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกแบบนี้

ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งเดียว

เขาใจเต้นทุกครั้งที่เต๋าโอบกอด เต๋าสบสายตา หรือหยิบยื่นความเป็นห่วงเป็นใยที่แสนอบอุ่นมาให้

 

กอดของเต๋าอุ่นสำหรับเขาเสมอ

 

 

 

. 

. 

. 

 

 

 

คืนนี้เป็นอีกหนึ่งคืนที่กำลังจะผ่านไป 

 

เต๋าหลับไปแล้ว ตั้งแต่ไฟในห้องยังไม่ถูกปิด

ร่างสูงนอนคว่ำหน้าแนบลงกับหมอน ถีบผ้าห่มไปกองอยู่เสียปลายเท้า จนเขาต้องเอื้อมหยิบมาห่มคลุมให้

เขาเอนตัวลงนอนข้างๆ ขยับผ้านวมหนาขึ้นห่มสูงจนแทบปิดหน้าตัวเองจนหมด แสงไฟสว่างจ้ายังแยงตาอยู่ทำให้ไม่อาจข่มตาหลับได้ลง แต่เพียงไม่นาน...แสงสว่างที่มีก็มืดดับไป

 

เวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้วไม่รู้เมื่อคนข้างตัวขยับพลิกไปมา

 

“กอดหน่อย” 

 

ไม่ใช่ประโยคขอร้อง แต่เป็นประโยคคำสั่ง

 

เต๋าตะแคงหันหลังให้เขา ขยับมาจนชิด เขาจึงพลิกตัวนอนตะแคง แล้วขยับแขนขึ้นโอบอีกฝ่ายแนบแน่น

 

 

 

อากาศในห้องเย็นจัด แต่ตัวเขาอุ่น เช่นเดียวกับใบหน้าที่อุ่นจนร้อน 

ภายในห้องมืดสนิท แทบมองไม่เห็นสิ่งใดเพราะไฟถูกปิดลงจนหมด แต่เขาไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย 

 

เพราะคนที่เป็นเหมือนแสงสว่างอยู่ใกล้เขาเพียงแค่นี้ และเขาก็เอื้อมมือคว้าจับไว้ได้จนแน่น 

 

 

 

เขารู้ ... คืนนี้เขาจะฝันดี .

 

 
 
 
 
 
 
To be continued .
 
 

นั่งรถไฟไปหัวหินกับชะอำมา เมื่อตอนก่อนปิดเทอม
(พูดให้ถูกคือ นั่งรถตู้ไป เพราะรถไฟเต็ม โง่เอง ลืมคิดว่าวีคเอ็นนั้นชนกับงานเร้กเก้ที่ชะอำ -*- รถไฟแน่นเอี้ยด หมดความพยายามจะนั่งรถไฟไป .)
แบ็กแพ็คไปเที่ยวกับพี่ๆและเพื่อนๆที่มอ ทั้งที่ช่วงนั้นพัวพันกับการสอบและส่งงาน(ฮา)
ก็เลยตั้งชื่อทริปนี้ว่า "หนีงานไปเที่ยวทะเล"
 
แล้วระหว่างที่ไป ด้วยความติสแตกเพราะปัญหาชีวิตรุมล้อม
เก๊าะเลยเขียนอะไรเกรียนๆเน่าๆได้ประมานนึง
(ที่มาของการอัพบล็อกนั่นเองเนะ)

อ้ะ อัพโลด .
 
 
 
 
 
 
๑.
 
เวลานั่งหันหลังให้กับขบวนรถไฟ มองทางข้างหน้าที่เคลื่อนห่างเราออกไปเรื่อยๆ
 เป็นความรู้สึกที่ประหลาดอย่างหนึ่ง
 
เหมือนออกห่างจากบางสิ่ง เรื่อยไป...เรื่อยไป...
 ไกล จนลับสายตา
 
เราจากมา หรือเราหนีมา ก็ไม่แน่ใจ .
 
 
 
 
 
 
๒.
 
ตื่นเช้า วันเสาร์
 สะพายกล้อง แบกกระเป๋า
 พวกเรา...มาถึง...ทะเล
 
แท็กซี่ ตุ๊กตุ๊ก
 เดินทาง แสนสนุก
 พวกเรา...เดินทางอีกครั้ง...ไปยังอีกฟากทะเล
 
พระราชนิเวศน์ มฤคทายวัน
 สวยงาม อย่างฝัน
 พวกเรา...ซึมซับภาพความทรงจำ...นั่งนิ่งริมทะเล
 
เดินเท้า ไป-กลับ
 ถึงห้อง เหนื่อยจนหลับ
 พวกเรานอนพัก...อยากให้ความฝัน...ฝันถึงทะเล
 
กินข้าว โต้รุ่ง
 หอยเชลล์ ปลา กุ้ง
 พวกเรา...อิ่มอร่อย...อาหารทะเล
 
ไปตลาด จักจั่น
 สดสวย สีสัน
 พวกเรา...อมยิ้ม...กรุ่นกลิ่นไอทะเล
 
ค่ำค่ำ ย่ำหาดทราย
 สายน้ำ พัดพราย
 พวกเราเย็นสบาย...คลอเสียงครืนครืน...ฟังเสียงคลื่นทะเล
 
แบ่งคู่ ต่อเพลง
 แพ้เต้น ครื้นเครง
 พวกเราหัวเราะ...เคล้าคลอเคียงข้างฝั่งทะเล
 
truth-dare ความจริง
 แลกเปลี่ยน บางสิ่ง
 พวกเรา...เหงาเศร้าทุกข์สุข...ณ ห้องพักริมทะเล
 
ตื่นสาย วันที่สอง
 เร่งรีบ เก็บของ
 พวกเรา...ก้าวย่างตามทาง...ห่างจากทะเล
 
สถานี รถไฟ
 ถึงเวลา ต้องไป
 พวกเรา...ดีใจ...ได้มาทะเล
 
ไม่นาน ถึงมอ
 นั่งเหงา เฝ้ารอ
 พวกเราจะจดจำ...จำสิ่งมีค่า...ที่ได้มาทะเล
 
ฉันมีความสุข
 ฉันมีความเศร้า
 ฉันจึงนำเอาความทุกข์ ทิ้งลง...ทะเล
 
ฉันจะจดจำผืนฟ้ากว้าง ฉันจะจดจำผืนน้ำเวิ้งว้าง
 ฉันจะจดจำทุกอย่าง...
 สิ่งดีดีเหล่านั้น...มิตรภาพ ความรัก จดจำไว้มั่น
 
พวกเราเคยนั่งด้วยกัน
 มองหาความฝัน
 สุดเส้นขอบฟ้า...สุดสายตา...สุดขอบทะเล .
 
 
 
 
 
 
๓ .
 
อีกหนึ่งความทรงจำดีๆ
 หัวหิน ชะอำ
 
สาม สี่ กันยา สองวันที่คุ้มค่า
 ทริปหนีงาน หนีเรียน หนีชีวิต หนีบางสิ่ง ...
 
 
 
 
 
 
บนรถไฟสายหัวหิน
 เดินทางกลับศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ .
 
 
 
 

 


something had come and gone .

posted on 25 Jul 2011 21:45 by bitterkaffee

บางสิ่ง ผ่านมา แต่ไม่เคยผ่านไป แม้หลายสิ่ง ได้ผ่านไป .

บางครั้ง เราจึงต้องพยายามเพื่อที่จะผ่านไป แม้บางสิ่ง ไม่ผ่านไป .

 

 

 

...

เพราะสมองเรามีรอยหยัก เพราะหัวใจเราซับซ้อนหลายมิติ

เราคิดฝันได้มากมาย รู้สึกได้มากมาย

บางที ก็ตลกดีกับชีวิต ว่าทำไม เราถึงคิดได้ขนาดนั้น ฝันได้ขนาดนั้น รู้สึกได้ขนาดนั้น .

 

 

 

ความสัมพันธ์เป็นสิ่งเปราะบาง...

 

จะมีซักกี่คนที่จะรักษาเอาไว้ได้งดงาม ไม่แตกหัก ไม่สั่นไหว

วันคืนแห่งชีวิต ... กลืนกิน ฉุดดึง เราอยู่ตลอดทุกชั่ววินาทีที่เข็มนาฬิกาขยับ

 

เพียงวูบเดียว

หันกลับมามองอีกที

คนที่เคยเดินตามเราเสมออาจไม่เดินตามมาอีกแล้ว

 

เพียงวูบเดียว

หันไปมองข้างหน้าอีกที

คนที่เรากำลังเดินตาม อาจเดินหายจากเราไปไกลลิบแล้ว .

 

 

 

เราต่างเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่...

 

 

 

...

-ชีวิตท่วมท้น แต่หน้ากระดาษว่างเปล่า-

สำนึกกับตัวเองได้ว่า นานมากแล้วที่ไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอย่างที่ชอบเขียน

แม้แต่ตอนนี้ที่กำลังเขียน ก็ยังขาดๆเกินๆ ไม่ปะติดปะต่อ

 

 

 

การซื่อสัตย์ต่อสันดานตัวเองมากเกินไป

ทำให้ฝืนตัวเองเพื่อบางคนได้ แต่ฝืนตัวเองให้ยอมรับบางสิ่งด้วยใจจริงไม่ได้

แม้สิ่งนั้นจะเป็นเพียงสิ่งเดียว ที่ทำให้อยู่ด้วยกันต่อไปได้ ก็ตาม

 

ความเงียบ และ รอยยิ้ม เหมือนบัวรดน้ำที่ว่างเปล่า ...

เทเท่าไร รดเท่าไร ต้นไม้ก็ยิ่งเฉา และคงจะตาย ในไม่ช้า

 

ชีวิตจริงไม่เคยง่ายอย่างที่คิด

 

ไม่มีอะไรกรีดเนื้อเถือใจตัวเองได้มากกว่าความรู้สึกที่ว่า ...

วันหนึ่ง เราตื่นขึ้นมา .. แล้วพบว่าเราอยู่ในโลกของความรักที่ถูกสมมติขึ้น

ทุกคนทำท่าทีเหมือนมีความรัก แต่ไม่มีใครรักกันจริงๆ

ความฝันลวงๆ คำพูดกลวงๆ ไร้ความหมาย

 

 

 

...

ชอบพูดกับตัวเองและคนอื่นบ่อยๆ ว่า ...

ความเจ็บเป็นเรื่องธรรมดา ปัจจัยที่ห้าของชีวิต

อย่างนั้น ความรักล่ะ ... ในเมื่อมันเป็นจุดเริ่มต้นของความเจ็บแทบทั้งหมดทั้งมวล

ความรัก จะเป็นปัจจัยที่เท่าไร ?

 

ถ้าเรายังไม่เคยรักใครจริงๆ

รักแบบสุดจิตสุดใจ รักแบบยอมมอบกายถวายหัว แล้วล่ะก็ ...

อย่าพูดเลยดีกว่าว่าเคยมีความรัก

 

รัก กับ โง่ ... ไม่ใช่แค่มีเส้นบางๆกั้น

แต่มันคือ คำเดียวกัน ต่างหาก .

 

รักอยู่เสมอ รักโดยไม่คาดหวังสิ่งใด

ฟังดูเหมือนง่าย แต่ยากชิบหายวายป่วง

โดยเฉพาะเมื่อรักใครซักคน คนที่เป็นมากกว่าความรัก

แล้ววันหนึ่ง กลับพบว่า ความรักทั้งหมดหายไป

 

บางครั้ง เราอาจเริ่มเกลียด ใครคนหนึ่ง ที่เราเคยรัก

ไม่ใช่เรื่องแปลก ...

 ความเกลียดผุดขึ้นมาทีละเล็กละน้อย จนไม่หลงเหลือความรักอีกต่อไป

 

บางครั้ง ใครคนหนึ่งคนนั้น จากเราไป

ทิ้งเราไว้กลับความหลัง และ ความเกลียดชัง

แต่เราก็ยังอุตส่าห์เรียกมันว่า ความรัก อยู่ดี

 

นี่ใช่ไหม ... สิ่งที่แย่ที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ?

 

แต่เกลียดกันไปเลย กับยังรักอยู่เสมอ

อะไรดี อะไรแย่ ?

 

 

 

...

ความเจ็บปวด ความผิดหวัง สัมผัสมนุษย์เราได้ลึกที่สุด ?

 

ยังย้ำกับตัวเองอยู่เสมอ

ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ และเปราะบาง

เราต่างเจ็บง่ายตายง่าย

ใช้สมองจัดการทุกอย่างได้ แต่ใช้สมองจัดการหัวใจตัวเองไม่ได้ .

 

เราต่างเกิดมาให้ ตัวเอง และ ใครต่อใคร มากมาย

ทำร้าย ... และกลืนชีวิตเราไป .

 

 

 

...

กูเวิ่นเว้อบ้าบอคอแตกมากเกินไปแล้วล่ะ .

 

 

 

 

มนุษย์ ขี้ลืม

เวลา จึงเป็นที่พึ่งสุดท้าย ที่เราหวังว่ามันจะทำได้ทุกอย่าง .

 

เรื่องบางเรื่อง ...

มันเกิดขึ้นรวดเร็วและผ่านไปไวเหมือนโกหก

เพราะมันรวดเร็วจริงๆ เร็วจนเผลอแป๊บเดียว เวลาก็ผ่านไป

 

แต่ เรื่องบางเรื่อง ...

มันเกิดขึ้นเร็ว แต่ผ่านไปช้า เขียนจบได้ในไม่กี่บรรทัด

ไม่ใช่เพราะมันผ่านไปไวเหมือนโกหก แต่เป็นเพราะเราโกหก

 

มันเจ็บปวด

เราจึงหลอกตัวเอง ว่ามันผ่านไปรวดเร็ว ... เท่านั้นเอง

 

 

 

...

อยากโกหกเวลาให้ผ่านไปไวๆ ...